เมื่อเวลา 10.30 น ณ วัดปากน้ำโพเหนือหรือวัดทองธรรมชาติ ต.แควใหญ่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นายฉลาด. พะนาน ประธานชมรมครูโรงเรียนนครสวรรค์ พร้อมด้วย นายเฉลิมหงษ์สัมฤทธิ์ อดีตผู้ตรวจราชการกรมสามัญศึกษา นางสาวบุบผาเสนาวิน อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนครสวรรค์ และ สมาชิก ชมรมฯ รวม ประมาณ 60 คน ได้นำภัตตาหารเพลไปทำบุญถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ และร่วมกันทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อนำปัจจัย ถวายวัดไปพัฒนาภูมิทัศน์ของวัด และเป็นแหล่งเรียนรู้ ทางธรรมชาติ อีกทั้งมีการถวายเทียนพรรษาประจำปี 2566 รวมเงินทำบุญ 36,282.25 บาท

สำหรับวัดปากน้ำโพเหนือ สถานที่ตั้ง อยู่ตั้งแต่เลขที่ 9 หมู่ที่ 4 ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 34 ไร 2 งาน 48 ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม จะถูกน้ำท่วมทุกปี หน้าวัดอยู่ทางทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำน่าน อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2445 โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนเป็นไม้ ศาลาการเปรียญ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนไม้ หอสวดมนต์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2457 เป็นอาคารไม้ 2ชั้น ทรงโบราณมีพะไลโดยรอบ กุฏิสงฆ์ จำนวน 11หลัง เป็นอาคารไม้ส่วนมาก
สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2445 ขนาดพระเพลากว้าง 1.40 เมตร นอกจากนี้มีพระพุทธรูป

ขนาดและปางต่างๆ จำนวน 31องค์ได้พระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ 22มิถุนายน พ.ศ.2453 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 8 เมตร ยาว 14 เมตรได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. 2453

ประวัติความเป็นมา วัดปากน้ำโพเหนือเดิมนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีรถไฟปากน้ำโพในปัจจุบัน จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลังฐาน บริเวณวัดมีต้นทองมากมาย จึงเรียกกันว่า “วัดทอง” ต่อมาได้เติมสร้อยนามวัดเป็น “วัดทอง
ธรรมชาติ” ต่อมาทางราชการจัดสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ปรากฏว่าทางรถไฟต้องตัดผ่านเข้าไปภายในบริเวณวัด ทางราชการจึงให้ย้ายวัดทองธรรมชาติจากที่เดิมข้ามฝั่งแม่น้ำน่านเยื้องกับสถานีรถไฟปากน้ำโพขึ้นไปทางเหนือ
ประมาณ 15 เส้น ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดอยู่ในปัจจุบัน สร้างขึ้นเป็นวัดใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 ต่อมาได้ขนาดนามว่า “วัดปากน้ำโพเหนือ” ที่วัดนี้มีโรงเรียนประถมศึกษา
ของทางราชการตั้งอยู่ด้วย ซึ่งทางวัดได้การอนุเคราะห์ตามสมควรตลอดมาความสำคัญ วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวปากน้ำโพเหนือมากว่า 111 ปี กลุ่มคนที่ใช้ ประชาชนใช้ประกอบศาสนกิจ จำนวน2,000 คน ปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์จำนวน 11 รูป
